กรกฏาคม 2563
SUN MON TUE WED THU FRI SAT
    1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

เยือนนครนายก ตอนที่ 1

          “เมืองในฝันที่ใกล้กรุง ภูเขางาม น้ำตกสวย รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ” นับเป็นคำขวัญประจำจังหวัดที่เอ่ยขึ้นมาแล้วทำให้อยากไปทันที เพราะหากทำงานอยู่ในกรุงเทพด้วยแล้วย่อมอยากจะออกจากบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษไปสูดอากาศบริสุทธิตามคำลงท้ายคำขวัญที่ว่า “ปราศจากมลพิษ” กันทันทีด้วยซ้ำไป และนอกจากจะปราศจากมลพิษแล้วยังเต็มไปด้วยธรรมชาติทั้งภูเขาและน้ำตกมากมาย ที่สำคัญอยู่ไม่ไกลจากรุงเทพอีกด้วย หลายๆ คนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะรู้แล้วว่าเรากำลังจะไปพักผ่อนที่ไหนกัน ใช่แล้ว!! เรากำลังจะไป “นครนายก” นั่นเอง

          สาเหตุที่เรียกจังหวัดนี้ว่านครนายกนั้นไม่ได้เป็นเพราะว่ามีคนเคยเป็นนายกรัฐมนตรีเยอะหรืออะไร แต่ว่ากันว่า สมัยก่อนพื้นที่จังหวัดนี้เป็นพื้นที่นา เดิมเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่า “บ้านนา” เป็นที่ที่ปลูกพืชผลอะไรก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไร ชาวบ้านจึงเดือดร้อนพากันอพยพไปอยู่ที่อื่นจนกลายเป็นพื้นที่รกร้าง พอพระมหากษัติรย์ทรงทราบเรื่องเข้าก็สั่งให้ยกเลิกภาษีนาเพื่อที่จะเป็นอุบายจูงใจให้ชาวบ้านกลับมาอยู่กัน ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่ตรงนี้ติดปากกันมาว่า “เมืองนายก” ก็กลายเป็นจังหวัดนครนายกในปัจจุบัน

          จากกรุงเทพมหานครจะเดินทางไปจังหวัดนครนายกนั้นไม่ลำบากเท่าไร เนื่องจากติดกรุงเทพมาก เดินทางไปทางเส้นรังสิต – นครนายก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะเจอสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติตามคำขวัญที่ตั้งไว้

          ตามที่บอกว่าเมืองนครนายกเป็นเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยทุ่งนา สถานที่ท่องเที่ยงบางแห่งจึงอยู่ตามทุ่งนา แม้กระทั่งที่พัก ที่กิน ก็อยู่ติดทุ่งนากันหมายแห่ง เรียกว่าเป็นเมืองแห่งธรรมชาติโดยแท้ โดยส่วนมากมาที่นี่คนจะรู้จักที่เที่ยวกันไม่เยอะ อย่างเช่นวัดหลวงพ่อปากแดง เขื่อนขุนด่านชัยปราการ น้ำตกสาริกา น้ำตกนางรอง วังตะไคร้ ประมาณนี้ ซึ่งเราก็จะไปเที่ยวกันตามที่คนทั่วไปรู้จักเหมือนกัน เพื่อไปย้ำถึงความสนุก น่าเที่ยว ตื่นตาตื่นใจของที่นี่กัน

 

          ที่แรกที่แวะไปสำหรับการเดินทางในครั้งนี้ ก่อนไปเที่ยวต้องมีการแวะไหว้พระ กราบไหว้ขอพรเพื่อให้การเดินทางในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นกันก่อน เมื่อมาเมืองของทุ่งนาเราก็แวะกันที่ “วัดหลวงพ่อปากแดง” กันก่อนเลย เพราะเป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา อยู่ระหว่างทางก่อนไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของจังหวัด บริเวณพิกัด 14.232267,101.246102 ซึ่งจริงๆ แล้วชื่อวัดอย่างเป็นทางการของที่นี่เรียกกันว่า “วัดพราหมณี” ถ้านำรถมาเองไม่ต้องกังวลในเรื่องของที่จอดรถเลย เพราะทางรถมีลานจอดรถให้ หรือใครอยากแวะซื้อของฝากตั้งแต่เริ่มเดินทาง ที่นี่ก็มีร้านค้าจำหน่ายสินค้าไว้ให้บริการมากมายเลย

 

           กิจกรรมสำหรับคนชอบทำบุญก็มีเยอะเช่นกัน เช่นตักบาตรตามราศีเกิด ถวายปัจจัยซื้อกระเบื้อง โดยสามารถเขียนชื่อตัวเองลงบนกระเบื้องได้ด้วย หรือจะเจิ่มหน้าผากเพื่อเป็นสิริมงคลก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ควรแวะสักการะหลวงพ่อปากแดงด้วย ซึ่งการสักการะนั้นจะประกอบไปด้วยเครื่องบูชาดังนี้ ดอกไม้ พวงมาลัย กล้วย หมากพลู และธูป โดยสิ่งของที่ถวายหลวงพ่อปากแดงนั้นก็สามารถหาซื้อได้รอบๆ บริเวณวัดนั้นเอง ว่ากันว่านิยมถวายน้ำแดงมากที่สุดเพราะเห็นว่าเป็นของโปรดของหลวงพ่อ ซึ่งตรงส่วนนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อ และความศรัทธาของผู้มากราบสักการะแต่ละคน

 

          ระหว่างทางก่อนเขาโบสถ์จะมีรูปปั้นช้างตัวใหญ่ 2 ตัวชื่อพลายทอง กับพลายเงิน อยู่ซ้ายเชือกนึงขวาเชือกนึง สามารถลอดท้องช้างเพื่อเสริมบารมีได้ หรือใครเคยมาบนไว้จะแก้บนก็มีทีมนางรำบริการด้วย ด้านในโบสถ์สามารถกราบพระ ปิดทอง ถวายกฐิน และเซียมซีได้ด้วย และด้านในโบสถ์นี้เองมีพระพุทธรูปที่มีริมฝีปากสีแดงประดิษฐานอยู่ด้านใน เวลาไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนหรือของบูชา จะมีแม่ค้าคอยบอกว่าต้องพูดหรือไหว้อย่างไรเพื่อให้สิ่งที่ขอพรไปสมหวัง ใครที่มีความเชื่อเรื่องนี้ก็ลองทำตามดูได้ไม่เสียหาย เรียกว่าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่

          สำหรับอาหารการกินของที่นี่หาทานได้ไม่ยากเลย เพราะระหว่างทางที่เราจะเดินทางไปเที่ยวกันนั้น เต็มไปด้วยร้านขายของฝาก ร้านอาหารที่มีบรรยากาศแบบธรรมชาติๆ ไปจนถึงร้านอาหารหรูๆ แบบภัตตาคาร รับจัดเลี้ยงทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาแบบหมู่คณะก็มีให้เลือกเข้าไปลองชิมลองทาน อย่างเช่นร้าน “ช่อชะมวง” ก็เป็นอีกร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อยและบรรยากาศดีมากทีเดียว เพราะทางร้านได้ออกแบบร้านให้กลมกลืนกับธรรมชาติ แบ่งที่นั่งออกเป็นซุ้มโต๊ะ ให้มีพื้นที่ส่วนตัวได้นั่งทางนั่งคุยกันภายในกลุ่มเพื่อนนักเดินทาง อีกทั้งบรรยากาศยังเย็นสบายจากไอน้ำที่มาจากสระน้ำที่ทางร้านทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา และน้ำพุเล็กๆ อยู่กลางร้าน

 

          เมนูอาหารยอดนิยมที่มาแล้วต้องสั่งทานจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเมนูที่ใส่ใบชะมวงตามชื่อของร้านนั่นเอง เช่นเป็ดอบใบชะมวง แกงหมูใบชะมวง หรือจะเป็นเมนูกุ้ง เช่นกุ้งหยกเขียว กุ้งแก้วชุบน้ำใบเตยทอดราดน้ำสลัด ซึ่งราคาอาหารเมื่อเทียบกับรสชาติถือว่ากินแล้วคุ้มทีเดียว

 

          นอกจากจะเป็นร้านอาหารที่ต้อนรับนักเดินท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว ทางร้านยังมีห้องจัดเลี้ยงและห้องคาราโอเกะไว้บริการอีกด้วย หากใครชอบบรรยากาศประมาณนี้ใช้พิกัด 14.2961832,101.3052885 หรือโทรสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 037-385222 แล้วมุ่งหน้ามาลิ้มลองกันได้เลย รับรองว่าติดใจแน่นอน

          สำหรับที่พักสำหรับผู้ที่อยากจะค้างคืนเพื่ออยู่เที่ยวหลายๆ วันนั้นก็หาไม่ยากเหมือนกันหาร้านอาหารนั่นแหละ เพราะตามริมถนนจะมีป้ายโฆษณาห้องพัก โรงแรม รีสอร์ทอยู่เต็มไปหมด เรียกได้ว่าเยอะกว่าป้ายบอกทางซะอีก อย่างรีสอร์ทที่ดูจะออกแนวชิคๆ ชิวๆ วิวรอบๆ เป็นธรรมชาติบรรยากาศของทุ่งนาโล่งๆ อย่าง บ้านบาหลีรีสอร์ทซึ่งดูแลโดยลุงกับป้าที่มีลูกๆ น่ารักลงทุนทำรีสอร์ทให้เพื่อให้พ่อกับแม่มาอยู่เพื่อพักผ่อน ซึ่งทำออกมาในขนาดกะทัดรัด แบ่งบ้านออกเป็นหลังๆ บางหลังก็ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์ทาสีสวยๆ น่ารักๆ ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่ดูเรียบง่ายแต่เก๋มากกกกก

 

          รีสอร์ทก็หาได้ไม่ยาก มาตามพิกัด 14.2985306,101.3028403 หน้ารีสอร์ทจะมีป้ายเขียนว่าบ้านบาหลีรีสอร์ท ซึ่งจะเห็นเป็นเป็นคลองแนวยาวที่มีสะพานทอดลงไปสำหรับนั่งชมวิวพักผ่อนด้วย ราคาห้องพักจะตกอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,800 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนคนเข้าพัก และขนาดของห้องพักด้วย ซึ่งที่รีสอร์ทนี้รองรับได้ทั้งหมด 34 คน ถ้าชอบแนวธรรมชาติ เรียบง่ายแบบนี้ก็ลองไปพักผ่อนกันได้

 

คะแนนโหวต : 0 คะแนนความคิดเห็น : 0 โหวต
โดย ททท.

ความคิดเห็น